6UHHE19YG7-small

ทำไมพี่ถึงเลิกเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ?

วันนี้เจอคำถามเด็ดจากรุ่นน้องร่วมสถาบันครับ เลยคิดว่าอยากจะเอามาเขียนโพสนี้ เผื่อเป็นประโยชน์กับหลายๆคนซะเลย

ผมติดตามพี่มานาน ตั้งแต่สมัยยังเรียน ป.ตรี เห็นพี่เคยทำโปรเจคเจ๋งๆออกมาตั้งเยอะ แต่ทำไมพี่ถึงเลิกเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วหันมาขายของออนไลน์หรอครับ?คำถามจากรุ่นน้อง

โอเค กล้าถาม…ก็กล้าตอบให้นะครับ 5555+

ส่วนตัวแล้วผมเองยังมีไอเดียที่จะทำระบบเจ๋งขึ้นมาเล่นอีกหลายตัวมาก แต่ด้วยเงินทุนและสภาพคล่องทางการเงินในตอนนั้น ไหนจะภาระหนี้สินติดตัวตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ การจะออกไปทำอะไรแบบตามอุดมการณ์ มันไม่ได้ไง

ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากันหว่ะ

ชีวิตผมไม่ได้เริ่มที่เงินทุนก้อนโตจากทางบ้าน เหมือนที่หลายคนคิด ที่เห็นยืนได้ทุกวันนี้เพราะลำแข้งตัวเองล้วนๆนะ

เพราะเหตุผลแบบที่ผมว่ามาข้างบน ผมเลยต้องแบ่งเป้าหมายชีวิต 2 ระยะ คือ ระยะสั้นเน้นปั้มเงิน แล้วนำเงินทุนที่ได้ไปต่อยอดเป้าหมายระยะยาว คือเรื่องอุดมการณ์ล้วนๆ

ถ้าเป้าหมายระยะสั้น คือเรื่องรายได้เน้นหาเงินเลี้ยงปากท้อง เรื่อง Passion อุดมการณ์อะไรนี่เอาไว้ทีหลัง ผมเลยจะขอตอบแบบนี้ละกัน

 

สมมติเราตั้งเป้าที่รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน มาลองดูกันว่าแบบไหนจะไปถึงเป้าหมายได้ไวกว่ากัน….

 

สายงานโปรแกรมเมอร์ในเมืองไทย

สายงานโปรแกรมเมอร์ในเมืองไทย ถ้าต้องการไต่ระดับที่เงินเดือน 5 หมื่นบาท จุดนี้คือต้องฝึกความสามารถของตัวเองขึ้นอีกหลายอย่างมากๆที่ไม่ใช่แค่เขียนโปรแกรม ทั้งเรื่องภาษา ทั้งเรื่องการบริหาร การทำงานเป็นทีม และทักษะการสื่อสาร ในบางบริษัทฯอาจจะต้องใช้เวลา 5-6 ปีในการเก็บเลเวลเพื่อไปถึงจุดนั้น นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องปัญหาระหว่างทางที่ต้องฝ่าฟัน ทั้งเรื่องการเมืองภายใน ทั้งปัญหาจุกจิกกับลูกน้องที่ต้องดูแล บลาๆ

 

แต่ถ้าออกมาเป็นมือปืนรับจ้าง Freelancer

แต่ถ้าออกมาเป็นมือปืนรับจ้าง Freelancer ต้องการอยากจะรับงานพัฒนาระบบราคา 5 หมื่นบาท อาจจะต้องใช้เวลาในการทำงานประมาณ 4-6 เดือน แล้วแต่ความสามารถในการทำงานและสกิลการนำเสนอ และในหลายครั้งมันไม่ใช่แค่การทำงานคนเดียว ลูกค้าที่อยากได้ระบบใหญ่ๆแต่มีเงินจ่ายเท่าหอยมดยังมีอีกมากในบ้านเรา (เมืองไทยยังไม่เข้าใจและไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องระบบไอทีมากพอ) นี่ยังไม่พูดถึงปัญหาลูกค้าสั่งงานยิกๆแต่ไม่จ่ายเงิน หรือเรื่องเส้นสายคนในวงการด้วยเลยนะ

 

แต่ถ้ามาขายของออนไลน์

แต่ถ้ามาขายของออนไลน์ สมมติเลือกลงทุนกับสินค้าถูกที่ถูกเวลา (เหมือนเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดี) การจะคว้ารายได้ 5 หมื่นบาท กับสินค้าบางตัวบางทีมันก็ได้ตั้งแต่ 10 วันแรกแล้วล่ะ แถมมีเวลาได้อยู่คนเดียวสบายๆ เบื่อหน่อยก็ออกไปนั่งมองสาวญี่ปุ่นเกาหลีที่มาเที่ยวเชียงใหม่จากที่ร้านกาแฟ พอเจอลูกค้าเรื่องมากก็ไม่ขายแม่ง บล๊อคไปเลย ไม่ต้องแคร์อะไรมากเหมือนงานอื่นๆ

 

สุดท้ายก็พยายามยกตัวอย่างให้ฟัง ก็เอาที่สบายใจ ใครชอบทางแบบไหนก็ว่ากันไป แต่ส่วนตัวผมเลือกขายของออนไลน์ แล้วนำเงินทุนตรงนี้ไปต่อยอดธุรกิจอื่นที่อยากทำมากกว่า ไม่เปลืองสมองมากด้วย

 

เห็นขายของแบบนี้ ผมยังสามารถเขียน Mobile App ได้ทั้ง Native และ Hybrid ได้อยู่นะ หรือจะเป็นเทคโนโลยี Node.js กับ Angular.js ก็ตามโลกทันอยู่

 

ส่วนตัวแล้วทักษะ Developer ผมเองก็ยังพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆนะ ไม่ได้หยุดเหมือนกัน เห็นขายของแบบนี้ก็เขียน Mobile App ได้ทั้ง Native และ Hybrid อยู่นะ Node.js กับ Angular.js ก็ตามโลกทันอยู่ เพราะเราติดนิสัยที่ต้องพัฒนาตัวเองตลอด แบบนี้เวลาไปจ้างทีมงานอื่นมาช่วยทำให้ เลยกลายเป็นข้อดีของตัวเราไปเลย (ผมไม่หมูนะครับ จะหลอกฟันค่าหัวง่ายๆไม่ได้นะเออ)

ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจรักด้วยแหละ อยู่ว่างๆก็หาอะไรนั่งทำไป

 

.

.

.

แต่อยากจะฝากถึงน้องๆที่กำลังจะเรียนจบ แล้วสงสัยว่าพวกรุ่นพี่ที่จบไป ทำไมไปขายก๋วยเตี๋ยวก็เยอะ หนีไปเป็นเซลล์ขายรถก็เกือบครึ่งรุ่น ที่เหลือในวงการก็มีแค่หยิบมือ

 

อาชีพโปรแกรมเมอร์ มันแย่ขนาดนั้นเลย?

ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวล้วนๆ คงให้คำแนะนำอะไรมากไม่ได้ นอกจากให้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองก่อน ไปลองให้ครบแล้วไปหาตัวเองให้เจอ ว่าให้นั่ง coding กันยันเช้าติดกันหลายวัน ยังสนุกอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า (ส่วนตัวของผมเองยังสนุกอยู่ 55+)

ถ้ายังชอบเขียนโปรแกรม ก็ไปลองอะไรที่มันหลากหลายบ้าง ของเดิมเล่น C/C++ ก็ลองไปเล่นพวก Hardware/Controller ดูบ้าง ที่เล่น Window Dev ก็เปลี่ยนไปทำ Web Dev ดูบ้าง

ถ้าเล่น CMS อย่างเช่น joomla wordpress opencart แล้วคิดว่ามันเริ่มตัน ก็ลองขยับไปสร้าง Theme ใช้เอง ไปหัดเขียน Plugin ใช้เอง อะไรงี้

ไอ้ที่เพิ่งบอกไป ถ้าทำเป็นเมื่อไหร่ มันก็จะเป็นสกิลติดตัวน้องๆไปด้วย แล้วมันจะช่วยให้เรียกค่าตัวของตัวเองขึ้นได้ นั่นแหละที่เขาเรียกว่า UPGRADE ตัวเอง

 

 

เรียนจบแล้ว ไม่อยากทำงานประจำ อยากเป็นนายตัวเอง?

แล้วก็อีกเรื่อง เรียบจบแล้วอย่าเพิ่งเปรี้ยวไปทำ STARUP ตามกระแสเลยนะ ขอร้อง! ถ้ายังทำงานเป็นทีมกับใครไม่เป็น ถ้าต้องขึ้นเป็นผู้นำทีมแล้วทุกคนในทีมต้องฟังความเห็นกูคนเดียว แบบนี้แนะนำกลับไปทำงานประจำให้หัวหน้างานโขกสับเล่นซัก 1-2 ปีก่อนเถอะ โลกการไปทำงานประจำ มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด ตอนนี้น้องยังเด็ก ยังผ่านโลกการทำงานมาไม่มาก การทำงานในบริษัทนี่แหละ คือสถานที่ขัดเกลาได้ดีที่สุด

ถ้าความฝันยังอยากเป็นเจ้านายตัวเอง การทำงานประจำในบริษัทคนอื่น ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ ไปดูให้เห็นว่าหัวหน้าที่ดีปกครองลูกน้องอย่างไร อะไรที่เจอมาแล้วไม่ดีก็เก็บไว้เป็นตัวอย่างว่าไม่ต้องทำตาม เรื่องบัญชีเรื่องการจัดการอื่นๆ เรายังเด็กใหม่ ใครๆก็เอ็นดู อยากให้ใช้โอกาสนี้เข้าไปเรียนรู้และเก็บประสบการณ์ให้มากที่สุด เรื่องเงินเดือนอยากให้ยกเป็นเรื่องรอง

แล้วไอ้การที่จบออกมาแล้วตั้ง บริษัทชื่อเท่น์ๆ วิ่งตามความฝัน ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร แล้วเอาเงินทุนพ่อแม่มาสร้างออฟฟิศสวยหรูตั้งแต่ Product ก็ยังทำออกมาไม่เสร็จ ขนาด Prototype ยังไม่ถึงไหน หรือ Presentation ก็ยังพูดไม่คล่องเลยด้วยซ้ำ แบบนี้ตายตั้งแต่เริ่มแล้วละบอกได้เลย เพราะในโลกธุรกิจมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะครับ

สุดท้ายก่อนออกทะเลไปมากกว่านี้

รีบหาตัวเองให้เจอไวๆครับ ว่าถ้าไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลย อยู่ได้สบายๆเลย แล้วลองถามตัวเองดูในวันนั้น น้องจะอยากทำอาชีพอะไร?

ถึงตอนนั้นแล้ว ผมเชื่อว่าหลายคนที่มาถึงจุดนี้ได้ “เมื่อได้ทำสิ่งที่รักในทุกวัน” จะไม่กลับไปรู้สึกว่าตัวเองต้องตื่นมาทำงานอีกเลย

ผลงานหนังสือเล่มล่าสุดของผมครับ เขียนจากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการค้าขายเมืองไทยมากกว่า6ปี ลองกดอ่านรายละเอียดกันได้ครับ :D

  • Jassadakorn Ketkaew

    แต่เรื่องทำโปรดักออก present ตั้งแต่ยังไม่เสร็จ startup ไหนๆเขาก็ทำกันครับ

    เพราะถ้ามันไม่ปัง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับมัน

    แต่สิ่งที่ต้อง focus คือ idea และกำลังการผลิต product